Content Preview: rss
170 days ago
ตอนค่ำของวันก่อนได้นั่งคุยกับ ทิงหยู เพื่อนไต้หวันที่มาเที่ยวปารีสด้วยกัน เกี่ยวกับเรื่องการนั่งสมาธิ นอกจากนี้เขายังได้สาธิตและเราก็นั่งสมาธิร่วมกันก่อนที่เราจะเข้านอนกันด้วย จากการคุยดังกล่าว มีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องสมาธิและความรู้ที่อยากจะบันทึกเอาไว้ดังนี้ ทิงหยูบอกว่า เมื่อเราจิตเรามีความเหมาะสมและมีกำลังระดับหนึ่งจากการฝึกสมาธิ ประกอบกับการที่เรามีข้อมูลเบื้องต้นในสมอง จากการอ่านหนังสือ/ฟังครูสอน เราจะสามารถเกิดญาณทัศนะได้ง่ายขึ้น หรือหากเป็นเวอร์ชั่นที่ extreme กว่านั้นก็คือ จริงๆแล้วความรู้นั้นอยู่รอบๆตัวของเรา เราเพียงแต่ต้องทำจิตใจเราให้พร้อมกับการรับองค์ความรู้นั้น เมื่อเวลามาถึง ญาณทัศนะในที่นี้ก็คือ ความ “รู้” นั่นเอง นึกถึงจังหวะนึกออก หรือ เกิดความตระหนักในเรื่องบางเรื่อง แล้วรู้สึก อ๋อ หรือ อ่าฮ่า!!! อะไรแบบนี้ เรื่องที่รู้ขึ้นมานั่นก็คือ ญาณทัศนะ ในที่นี้ หรือ ความ “รู้” นั่นเอง แต่โดยสรุปคือ ความ “รู้” นั้นไม่ได้มาจากการวิ่งหาเอาอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องอาศัยจิตที่พร้อมที่จะ “รู้” คำตอบจากคำถามที่เราตั้งเพื่อหาความรู้นั้นอีกด้วย หากจิตเราไม่พร้อม ...
179 days ago
วันนี้เรียนวิชา Empirical Institutional Economics สอนโดยศาสตราจารย์ Jon Groenewegen จาก TU Delft เรียนเรื่องเกี่ยวกับการเปรียบเทียบเศรฐษศาสตร์สถาบัน (Institutional Economics; IE) กับเศรษฐศาสตร์นีโอคลาสสิค (Neo-Classical Economics; NCE) เนื่องจากจำได้ว่า พวกเราที่เดนฮากหลายคนเคยตั้งคำถามกับผมไว้ว่า ตกลงแล้ว NCE นี่มันคืออะไรกันแน่นั้น ผมคิดว่าบทความที่อ่านในวันนี้น่าจะช่วยให้กรอบกว้างๆได้บ้าง บทความนี้ชื่อ What is Neoclassical Economics? เขียนโดย Christian Arnsperger และ Yanis Varoufakis ตีพิมพ์ลงในวารสาร Post-Autistic Economics Review เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม 2006 อย่างไรก็ดี สำหรับคนที่ชำนาญใน NCE อาจจะมีข้อถกเถียงบางประการ แต่ผมก็คิดว่า กรอบที่ผู้เขียนวางไว้ให้กรอบที่โอเคเลย ก่อนจะเข้าเรื่อง หลายคนอาจจะเตะตากับชื่อวารสาร Post-Autistic Economics Review คำว่า Autistic Economics ก็คือเศรษฐศาสตร์กระแสหลักนั่นเอง เค้าเรียกว่า Autistic Economics เพราะว่า เศรษฐศาสตร์เริ่มพัฒนาไปในทางที่เริ่มพูดกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง ก้มหน้าก้มตาอย่กับสูตรและตัวเลขของตัวเอง ไม่สุงสิงสาขาอื่น ...
236 days ago
รู้วิธีจัดการกับเสียงรบกวนในหัวแล้ว สองสามวันมานี้นั่งอ่านหนังสือแล้วชอบมีเพลงที่ช่วงนี้ฟังบ่อยๆขึ้นมารบกวนในหัวตลอดเวลาทำให้อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง เสมือนว่ามีคนมาเปิดเพลงดังอยู่ใกล้ๆ และเราก็พบว่าเสียงในหัวเรามันเบากว่าเสียงเพลง เลยทำให้จิตเราไปจับกับเพลงในหัวมากกว่าเนื้อหาที่กำลังอ่านอยู่ ก็เลยปิ๊งไอเดียแล้วลองใช้แล้วค่อนข้างเวิร์ค ก็คือ ถ้าเสียงในหัวมันดังกว่าเสียงที่เราอ่านในใจ เราก็อ่านนอกใจซะเลย อ่านนอกใจคืออ่านออกเสียง เสียงข้างนอกย่อมดังกว่าเสียงในใจเป็นธรรมดา ฉะนั้นพออ่านออกเสียงแล้ว มันก็กลบเสียงเพลงในหัวไปโดยปริยาย นอกจากนี้พอจิตเรามันจับกับเสียงอ่านของเรา ไม่ว่าจะอ่านผิดอ่านถูกยังไงก็ตาม มันก็เกิดสมาธิตามมาด้วย สภาวะที่จิตวิ่งออกไปตามสิ่งนอกตัวมันก็ลดลงไปมากเลยทีเดียว เพราะมันมีหลายอย่างให้โฟกัส ให้ทำงานแล้ว เช่น อย่างน้อย ก็ปากก็จะต้องขยับ เสียงจะต้องออกมา ต้องกวาดตา ขีดเขียน เท่านี้ก็ทำให้จิตมางานทำมากพอที่จะไม่วิ่งออกไป แต่ประเด็นสำคัญคือ บางทีออกเสียงไปแล้วเราอาจจะลืมดูเนื้อหาไปเพราะเน้นกับการออกเสียงอยู่ (ไม่รู้คนอื่นเป็นหรือเปล่า) ...
237 days ago
ขอเขียนอะไรสักหน่อยเถอะ หลังจากไม่ได้เขียนมานาน วันนี้ไม่อยากไปเรียนเลย เพราะว่า อ่านหนังสือที่ควรจะอ่านไม่จบ และก็ คาดว่าจะทำให้อ่านหนังสือที่ต้องอ่านให้จบในวันต่อไปไม่จบ และก็รู้สึกว่าจะทำ Essay วิชาของ Roger Backhouse ไม่ทัน และก็จะเขียน Letter of proposal อันใหม่ที่ควรจะปรับไม่ทันด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น มันควรจะทันทั้งหมดนี่แหละถ้าเราทำตามแผนได้ ...แต่เราทำตามแผนไม่ได้ หลักๆตอนนี้คือ รู้สึกว่าอ่านอะไรก็ไม่เข้าหัว สมาธิสั้นไปหมดตลอดเวลา ไม่รู้เป็นอะไร สันนิษฐานว่าเป็นเพราะสายตาสั้นหรือเปล่า แต่ไม่น่าใช่ เพราะวันที่อ่านหนังสือรู้เรื่องก็มีอยู่ หรือไม่ก็อาจจะเป็นเพราะว่าเราการไม่อาบน้ำตอนเช้ามีผลต่อการ concentrate ตลอดวันก็ได้ หรือไม่ก็เป็นเพราะว่า เราห่างหายจากการนั่งสมาธิมานาน หรือไม่ก็เป็นเพราะว่า มันยังไม่ไฟลนก้นมากพอ เลยทำให้ไม่ตั้งใจอ่าน หรือไม่ก็ที่นั่งมันไม่มั่นคง ไม่เหมาะกับการอ่านหนังสือ ตอนนี้ต้องเอาใหม่ ... ลองใหม่ ลองหยุดฟังเพลง ทำตัวให้เป็นปกติมนุษย์ เช่นตื่นเป็นเวลา กินข้าวเป็นเวลา อาบน้ำเป็นเวลา เป็นต้น พยายามฝึกสติระหว่างอ่านหนังสือ ...
245 days ago
วันนี้ที่คณะมีสัมมนาของนักศึกษา Research master และ Ph.D. เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นทุกวันจันทร์ของที่คณะ แต่ละสัปดาห์จะมีนักศึกษา Research master ปีสอง และนักศึกษาปริญญาเอกมานำเสนอ ในบางสัปดาห์ก็จะมี สลับกับ Research Seminar ที่จะเชิญนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆมานำเสนอบทความด้วยเหมือนกัน นักวิชาการเหล่านี้หลายคนมีชื่อเสียงในวงเศรษฐศาสตร์ และปรัชญาพอสมควรทีเดียว สัมมนาแต่ละครั้งก็จะมีคนคอมเมนต์ (Commentator) จำนวนสองคน ตลอดที่ผ่านมาไม่เคยลองสรุปบทเรียนดูซักทีว่า คนคอมเมนต์ปกติเค้าคอมเมนต์อะไรกัน วันนี้ได้โอกาสเลยจะลองสรุปบทเรียนดู เพราะว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเองและคนท่ีมาอ่านด้วย ผมเข้าใจว่าการคอมเมนต์บทความวิชาการอาจจะแยกได้เป็น สามกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกเป็นการคอมเมนต์เกี่ยวกับ “วิธีการนำเสนอ” ของบทความ ในส่วนนี้คนคอมเมนต์มักจะพยายามทำความเข้าใจผู้เขียนว่า มีความตั้งใจอย่างไร มีจุดประสงค์ในการเขียนอย่างไร ตัวบทความที่เขียนนั้นตอบโจทย์ที่ตัวผู้เขียนตั้งเอาไว้เองหรือไม่ ในส่วนนี้เท่าๆที่ฟังมา พวกป.โท ป.เอกบางทีมีปัญหาว่า เขียนไม่ชัดว่าตกลงที่เขียนบทความนี่ต้องการอะไรกันแน่ ...



