My MSN

Click OK to add this content

 
Content Preview: rss
-+33 วิธีลาอาการนอนไม่หลับ ( ยาวคต อิอิ )
1064 days ago
อยากจะหลับและทำไม๊ ทำไมถึงนอนไม่หลับ ...นั่นน่ะซิคะ ไหนจะเครียดเรื่อง นอกบ้าน แล้วยังต้องมา เครียดเรื่องนอน ไม่หลับของตัวเองอีก ก่อนที่อาการนอน ไม่หลับ จะ เล่นงานคุณให้ ต้องตาบวมฉึ่งไปทำงาน มาหาวิธีแก้ไขกับ 33 เคล็ดลับเด็ดๆ ที่เราเสนอให้ดีกว่า อย่ามัวข่มตานอนอยู่เลย 1. อย่าเข้านอนเพราะว่า "ถึงเวลานอนแล้ว" แต่จงเชื่อนาฬิกาในตัวคุณเอง ถ้าดูไม่ออกว่าตอนไหน ขอให้รู้ไว้ว่าร่างกายจะสื่อให้ทราบเมื่อถึงเวลา แต่ทว่า มนุษย์เรา ไม่รู้ ความหมายอยู่บ่อย ๆ ซึ่งได้แก่ การหาวนอน อาการแสบตา ความรู้สึกประเภท "ลานหมด" หัวจะทิ่มลงท่าเดียว ส่วนหนังตา ก็หย่อน พาลจะหลับให้ได้…. ถ้ายังไม่รับ ทราบสัญญาณเหล่านี้ คุณก็จะพลาดรถไฟ สายเจ้าหญิงนิทรา และจะต้องรอไปอีกสองชั่วโมง จึงจะง่วงนอนอีกครั้ง เนื่องจากต่าง คนต่างก็มีช่วงจังหวะของตัวเอง จึงเปล่าประโยชน์ที่ คุณ จะเข้านอนแต่เนิ่น ๆ ถ้าคุณเป็นสมาชิกครอบครัว นอนดึก หรือรอจนดึกดื่น จึงเข้านอน ถ้าคุณเป็นพวกนอนหัวค่ำ 2. อย่านอนผิดเวลทุกวัน คุณรับประทานอาหารประมาณเวลาเดิม ก็ขอให้เข้า นอน และ ตื่นนอนตามตารางเวลา เดิมเป็น ประจำด้วย ...
-+อีกสาเหตุแห่งโรคเครียด ^ ^
1065 days ago
"อีกสาเหตุแห่งโรคเครียด" โรคเครียด หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า "ไมเกรน" นั้น อาจเกิดจากสาเหตุหลายสาเหตุด้วยกัน อีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เป็นไมเกรนได้ก็คือ ´ยาเม็ดคุมกำเนิด´ ผลการศึกษาของดร.คาเรน เอจิดิอุส จากศูนย์ปวดศีรษะแห่งชาตินอร์เวย์ หัวหน้าคณะนักวิจัยชุดนี้ เผยว่าสตรีบางคนมีอาการไมเกรนขณะมีรอบเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง และจะมีอาการหลังจากที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด เนื่องจากยาเม็ดคุมกำเนิดไปเพิ่มระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนให้สูงกว่าระดับปกติถึง 4 เท่า ส่งผลให้ฮอร์โมนลดลงอย่างมากในระหว่างมีรอบเดือน "ทานยาคุมมักเกิดไมเกรนมากกว่าผู้ไม่ทาน" คณะนักวิจัยศึกษาข้อมูลของสตรี 13,944 คน ที่ตอบคำถามเรื่องการทานยาเม็ดคุมกำเนิดและการปวดศีรษะพบว่า สตรีที่ทานยาเม็ดคุมกำเนิดมักมีอาการไมเกรนมากกว่าผู้ไม่ทานประมาณร้อยละ 40 และมีอาการปวดศีรษะที่ไม่ใช่ไมเกรนมากกว่าผู้ไม่ทานร้อยละ 20 อย่างไรก็ตาม ไม่พบหลักฐานว่าปริมาณฮอร์โมนในยาเม็ดคุมกำเนิดมีความเชื่อมโยงกับความเสี่ยงปวดศีรษะ นักวิจัยแนะนำให้แพทย์สั่งจ่ายฮอร์โมนเอสโตรเจน 2-3 วัน ...
-+นิสัย 10 อย่างทำให้สมองฝ่อเร็ว
1068 days ago
1. ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม 2. กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น (เช่น เทพธิดาดิว เป็นต้น) 3. การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ 4. ทานของหวานมากเกินไป การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาองสมอง 5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง 6. การอดนอน การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อนการอดนอนเป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้ 7. นอนคลุมโปง การนอนคลุมโปง จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง 8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว 9. ...
-+ท่านอนทีดี
1070 days ago
แพทย์ศิริราช แนะท่านอนที่ทำให้หลับสบาย ตื่นขึ้นมาสดชื่น "นอนตะแคงขวา" ช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก บรรเทาอาการปวดหลัง ส่วนผู้ถนัดนอนตะแคงซ้าย อาจทำให้เกิดลมจุกเสียดที่ลิ้นปี่ จึงควรกอดหมอนข้างพร้อมพาดขา ป้องกันขาชาจากการนอนทับเป็นเวลานาน น.พ.ชนินทร์ ลีวานันท์ ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า การพักผ่อนที่ดีที่สุดคือ การนอนหลับ มนุษย์ใช้เวลาเพื่อนอนหลับถึง 1 ใน 3 ของอายุขัย ขณะนอนหลับท่านอนเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะส่งผลให้ผู้นอนหลับสนิทตลอดคืน และตื่นนอนด้วยความสดชื่น ไม่รู้สึกปวดเมื่อย ซึ่งโดยปกติคนทั่วไปคนเรานิยมนอนหงาย เพราะเป็นท่านอนมาตรฐาน การนอนหงายที่เหมาะสมนั้น ควรใช้หมอนต่ำและต้นคอควรอยู่ในแนวเดียวกันกับลำตัว เพื่อไม่ให้ปวดคอ อย่างไรก็ตาม ท่านอนหงายไม่เหมาะกับผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจ เพราะกล้ามเนื้อกระบังลมจะกดทับปอดทำให้หายใจไม่สะดวก ส่งผลทำให้การทำงานของหัวใจลำบากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผู้มีอาการปวดหลังการนอนหงายในท่าราบจะทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้นด้วย สำหรับท่านอนที่ดีที่สุด เมื่อเทียบกับท่านอนอื่นๆ คือท่านอนตะแคงขวา เพราะจะช่วยให้หัวใจเต้นสะดวก ...
-+อาหารต้องห้ามยามเป็นโรค
1075 days ago
Menu:   เคยมั้ย ที่เวลาเราไม่สบาย บางทีจะได้ยินคุณยาย หรือคุณแม่ บอกว่า "ห้ามกินโน่น ห้ามกินนี่" เพราะว่ามันเป็นของแสลง เชื่อว่าบางคนคงยังงงกับคำว่า "แสลง" อยู่เลย "ของแสลง" ก็คือบรรดาอาหารที่ไม่ถูกกับโรคทั้งหลายแหล่ยังไงล่ะ 1. เป็นไข้หวัด มีไข้สูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารไม่สุก อาหารที่เย็นมากๆ อาหารทอด อาหารมัน ซึ่งเป็นอาหารที่ย่อยยาก จะทำให้เกิดความร้อนสะสม เปรียบเสมือนอาหารเชื้อเพลิง หรือเป็นการเติมน้ำมันเข้าไปในกองไฟ 2. โรคกระเพาะ ควรหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มประเภทแอลกอฮอล์ ชาแก่ๆ กาแฟ ของเผ็ด ของทอด ของมัน เพราะอาหารเหล่านี้ ทำให้เกิดความร้อนสะสม ทำให้โรคหายยาก ทางที่ดีควรจะรับประทานอาหารปริมาณน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และเป็นอาหารที่ย่อยง่าย 3. โรคความดันเลือดสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่มักมีปัญหาเลือดเลือดแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น ควรหลีกเลี่ยงอาหารมัน อาหารที่มีคอเรสเตอรอลสูง เช่น หมูสามชั้น ไขกระดูก ไข่ปลา โกโก้ รวมทั้งเหล้า เพราะอาหารเหล่านี้ทำให้เกิดความร้อนชื้นสะสมในร่างกาย ...
© 2009 MicrosoftMicrosoft