My MSN

Click OK to add this content

 
Content Preview: rss
-+จิตวิทยาง่ายๆในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
888 days ago
1. ไม้หรือก้อนหินทำให้เราเจ็บปวดแค่เพียงทางกาย แต่คำพูดด้วยอารมณ์โกรธ ทำให้เราเจ็บปวดใจ (คนอื่นก็เช่นกัน) 2. ในเมื่อความผิดไม่ได้เป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้น แต่เป็นบุคคลอื่นทำ แล้วทำไมเราถึงจะต้องโกรธและจดจำความเลวของบุคคลนั้น (รู้จักให้อภัยและแกล้งลืมซะบ้าง) 3. จะทำตามผู้อื่น อย่าทำตามโดยปราศจากข้อสงสัย (รู้จักตั้งคำถามก่อนทำ อย่าเชื่อในทันที) 4. คนเราสามารถทำผิดได้ แต่ไม่ควรทำผิดในเรื่องเดียวกันเป็นครั้งที่ 2 5. รู้จักสร้างมนุษยสัมพันธ์ 6. ไม่เปรียบเทียบตนกับบุคคลอื่นก็ไม่เกิดทุกข์ 7. เขามีส่วนเลวบ้างช่างหัวเขา จงเลือกเอาส่วนที่ดีเขามีอยู่ เป็นประโยชน์โลกบ้างยังน่าดู ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย จะหาคนมีดีโดยส่วนเดียว อย่ามัวเที่ยวค้นหาสหายเอ๋ย เหมือนเที่ยวหาหนวดเต่าตายเปล่าเลย ฝึกให้เคย มองแต่ดี มีคุณจริง --- พุทธทาสภิกขุ 8. เมื่อใดก็ตามที่เราสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการมองโลกของเราได้ มองด้วยทัศนคติเชิงบวก (PositiveThinking) เมื่อนั้นเราจะมีความสุขมากยิ่งขึ้น 9. ยอมรับฟังคำวิพากษ์วิจารณ์ 10. ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน 11. ให้ความสำคัญกับเรื่องเวลา ...
-+เด็กไทย...ควรคิดเป็นได้แล้ว
970 days ago
สองหัวโขนที่ข้าพเจ้าภูมิใจและผูกพันอย่างยิ่ง จะไม่มีวันที่จะทำให้ทั้งสองต้องแปดเปื้อนมลทินใดๆ หนึ่ง คือการเป็นเด็กหน่วยฯ (นิสิตทุนโครงการจุฬาฯ-ชนบท) อีกหนึ่ง คือการเป็นคนค่าย (สมาชิกเครือข่ายผู้นำเยาวชนสำนึกรักษ์แผ่นดินทอง)   ทั้งสองสิ่งมีสิ่งเตือนใจข้าพเจ้าอยู่ต่างกัน   หนึ่ง คือการเป็นนิสิตทุนที่สังคมให้โอกาสได้ร่ำได้เรียนในสถาบันอันทรงเกียรติ มีค่าใช้จ่ายประจำเดือน ยกเว้นค่าเล่าเรียน เบิกค่ารักษาพยาบาลได้ อยู่หอฟรี มีค่าอุปกรณ์การเรียน ค่าเครื่องแต่งกาย ฯลฯ   อีกหนึ่ง คือการเรียนนอกตำราที่สามารถพลิกเปลี่ยนชีวิตข้าพเจ้าจากหน้ามือเป็นหลังมือ ให้โอกาสในการพัฒนาตนจนสามารถเรียกได้อย่างภาคภูมิใจว่าตัวเองคือ ผู้นำ และพร้อมที่จะนำสิ่งดีๆถ่ายทอดไปยังเพื่อนพี่น้องร่วมโลก   นี่คือเหตุผลว่า ทำไมข้าพเจ้าจึงตั้งสัจจาธิษฐานว่า จะไม่ยอมให้มลทินใดๆมีแปดเปื้อนในคำว่า เด็กหน่วยฯ และ คนค่าย   เพราะ "โอกาสจากสังคม" มันยิ่งใหญ่นัก "ความเป็นผู้นำ" มันค้ำคอ   หลายครั้งที่แอบเห็น(โดยเจตนา)เพื่อนพี่น้องหน่วยฯ ...
-+ฤๅโลกจะสิ้นนักร้องเสียงทอง
993 days ago
นั่งฟังเพลงเบาๆเพื่อผ่อนคลายหลังจากที่สอบไฟนอลตัวสุดท้ายของปีสุดท้าย... ใจก็คิดเรื่อยเปื่อยไปถึงสิ่งรอบตัว รวมทั้งสิ่งที่กำลังฟัง ... ใช่คับ เพลงเบาๆเพลงนั้น แต่วันนี้ไม่ได้จะคุยเรื่องเพลงเบาๆ ... ขอพูดถึงวงการเพลงไทยในยุค คมช.ซักหน่อย   ถ้าใครสังเกตดีๆ ความเปลี่ยนแปลงในวงการเพลงไทย โดยเฉพาะเพลงไทยสากล หรือที่ติดหูกว่าคือ เพลงสตริง นั่นแหล่ะ   ถ้าจะพูดว่า เดี๋ยวนี้นักร้องไม่ใช่อาชีพขายเสียงแล้ว แต่ได้กลายพันธุ์เป็นอาชีพที่ขายหน้าตาอีกประเภทหนึ่งรองจากดารานักแสดง คงจะมีคนพยักหน้าเห็นด้วยแน่ๆ จริงมะ (ในจำนวนนี้ ก็ยังมีอีกมากที่เค้าโด่งดังได้ด้วยความสามารถและน้ำเสียงที่น่าฟัง) นอกจากหน้าตาที่ต้องตี๋ หล่อ หมวย อึ๋ม หรือออกแนวเด็กเจ (เจแปนนะ ไม่ใช่เจเจ จตุจักร เหอๆๆ) การแต่งตัวยังต้องโชว์ส่วนสัดที่ชวนให้หนุ่มๆกลัดมันทั้งหลายต้องสยบแทบเท้า   ทำไมวงการเพลงถึงได้เปลี๊ยนไป๋ขนาดนี้ !!!   คิดออกมั้ย   วันนี้เลยอยากแสดงความคิดเห็นในมุมมองส่วนตัวซักหน่อย   สิ่งแรกที่มองนะ ...
-+ความเอ๋ย ความรัก
997 days ago
วันนี้อยู่ดีดีก็อยากพูดเรื่องความรักซะงั้น งั้นขอพูดหน่อยละกัน อารมณ์เปลี่ยว   เค้าว่ากันว่า คนที่มีความรัก เปรียบเหมือนนาฬิกาปลุก ที่ข้างในมีถ่านชาร์ตอยู่หนึ่งก้อน (ถ้าใครจะเถียงว่าไม่ใช่ ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ลองอ่านมุมมองนี้ดู)   นาฬิกาปลุกถูกตั้งเวลาให้ปลุก มันก็ปลุกของมันนะ ทำหน้าที่เป็นอย่างดี ทั้งที่บางครั้งสำเร็จมั่ง ล้มเหลวมั่ง ที่ว่าสำเร็จก็เพราะเจ้าของนั้น เอื้อมมือมาปิดมันอย่างทะนุถนอม พร้อมๆกับลุกจากเตียงไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว ตามที่เจ้านาฬิกาปลุกปรารถนา ที่ว่าล้มเหลวคงเป็นวันที่เจ้าของเอื้อมมือมาตอบมันอย่างแรง ให้หยุดส่งเสียงที่น่ารำคาญเสียที ....แล้วก็นอนต่อ ที่ว่ามันทำหน้าที่ของมันอย่างดี นั่นเพราะพลังงานของถ่านชาร์ตก้อนน้อยๆยังไม่หมดลง แต่ทุกๆวัน ตามกฏขององค์การถ่านชาร์ตโลก ข้อที่ 365  พลังงานของถ่านชาร์ตต้องลดลงวันละ 25 Dhs. (ไอ้ประโยคนี้ มั่วนะ อิอิ)   มันช่างเหมือนกับคนที่มีความรักซะเหลือเกิน   คนที่มีความรักมั่นคง คงจะไม่ต่างจากนาฬิกาปลุก ที่ต้องคอยเติมเต็มความรักความห่วงใยให้แก่คนที่รัก ...
-+โค้งสุดท้าย...นิสิตรั้วจามจุรี
1009 days ago
รู้สึกใจหายนะเนียะ ... อยู่ดีดี ก็ 4 ปี ซะแล้ว .... จะจบแล้ว นึกๆดูแล้ว ...  เวลามันช่างผ่านไปเร็วซะเหลือเกิน ... ยังรู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านปรับระดับไปเมื่อม่ายกี่เดือนนี่เอง คิดถึงเพื่อนๆ  ... คิดถึงน้องๆ  ... คิดถึงอาจารย์  ... คิดถึงหอพัก  (และ wireless หอด้วย ม่ายรู้ไปที่อื่นจะมี wireless ใช้ออนเอ็มอ่ะป่าว )   เค้าว่ากันว่า ... ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยนั้น มันช่าง อึ้ง ทึ่ง เสียว ซะเหลือเกิน ... พิสูจน์มาแล้ว มันก็จริงอย่างที่เค้าว่า (เว้นซะแต่ว่า ใครจะใช้ชีวิตแบบกลางวันไปฟังเลคเชอร์ กลางคืนนั่งท่องตำรา คงอดลิ้มรสชาติของชีวิตเด็กมหาวิทยาลัยอย่างแท้จริง )   บางคนเคยถามนะว่า ... ทำยังไงถึงจะสามารถเรียนไปด้วย พร้อมๆกับ ทำกิจกรรม  (แบบม่ายเสียการเรียน) ... แหม่ อันนี้มันก็ต้องมีหลักในการเรียนสิ ... ช่ายมะ ... ม่ายงั้นม่ายอยู่รอดมาถึง 4 ปี ได้หรอก   อันนี้วิธีการส่วนตัวนะ ใครจะเลียนแบบก็ไม่สงวนสิทธิ์   ...   ง่ายๆ .. เคยได้ยินคำว่า "หัวใจนักปราชญ์" มะ  ถ้ายังม่ายคุ้น ... มันก็คือ "สุ จิ ปุ ลิ" นั่นแหล่ะ สุ = ...
© 2009 MicrosoftMicrosoft